ถ้าสงคราม “สหรัฐฯ–อิสราเอล–อิหร่าน” ยืดเยื้อเกิน 6 เดือน ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องการทหารในตะวันออกกลาง แต่จะกลายเป็น วิกฤตพลังงาน–เงินเฟ้อ–การค้า–การเงินโลก พร้อมกัน โดยเฉพาะเพราะความเสี่ยงที่คอขวดสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ จะถูกรบกวนต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก และ LNG ราว 20% ของโลกในปี 2024–2025 ตามข้อมูล EIA ขณะที่ IEA และ Reuters รายงานว่าความตึงเครียดรอบล่าสุดได้ทำให้การขนส่งและกำลังผลิตบางส่วนสะดุดแล้ว.
ผลกระทบอันดับแรกคือราคาพลังงานพุ่งและแกว่งแรงกว่าปกติ ถ้าความขัดแย้งลากยาวเกิน 6 เดือน ตลาดจะเริ่มคิดไม่ใช่แค่ “risk premium” ชั่วคราว แต่จะตีราคาเป็น “structural disruption” คือเชื่อว่าการส่งออกน้ำมันและก๊าซจากอ่าวอาหรับเสียหายจริงในระยะกลาง Goldman Sachs เพิ่งยกคาดการณ์ Brent ปี 2026 ขึ้น และมองว่าภายใต้กรณีเลวร้ายราคาสามารถแตะระดับสูงมากได้ ขณะที่ EIA ระบุชัดว่าความเสี่ยงหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันขึ้นต่อคือการปิดหรือกึ่งปิดฮอร์มุซเป็นเวลานาน.
ผลกระทบอันดับสองคือเงินเฟ้อโลกจะกลับมาแรงขึ้น โดย IMF ให้กฎคร่าว ๆ ว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่นานเกือบทั้งปี จะดันเงินเฟ้อทั่วไปของโลกขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และกดผลผลิตโลกลงราว 0.1–0.2% นั่นหมายความว่าถ้าสงครามยืดเยื้อจนพลังงานแพงต่อเนื่อง ประเทศที่เพิ่งเริ่มคุมเงินเฟ้อได้จะเจอแรงกดดันรอบใหม่ ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาอาหาร.
อันดับสามคือการค้าโลกและซัพพลายเชนจะชะงัก ไม่ใช่เพียงเพราะเรือผ่านยากขึ้น แต่เพราะ “ค่าประกันสงคราม” “ค่าเดินเรือ” และ “เวลาขนส่ง” จะสูงขึ้นพร้อมกัน Reuters รายงานแล้วว่ามีเรือจำนวนมากติดค้างในพื้นที่เสี่ยง และองค์การทางทะเลระหว่างประเทศเรียกร้องทางเดินปลอดภัยสำหรับลูกเรือ ส่วนบริษัทประกันต้องออกผลิตภัณฑ์ war-risk coverage เพิ่มเพื่อให้เรือยังกล้าแล่นผ่าน จุดนี้จะทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าทั่วโลกสูงขึ้น แม้สินค้านั้นจะไม่ได้มาจากตะวันออกกลางโดยตรงก็ตาม.
อันดับสี่คือเศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชียจะโดนหนัก โดยเฉพาะอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เพราะเป็นปลายทางสำคัญของน้ำมันที่ผ่านฮอร์มุซ EIA ระบุว่าเอเชียรับน้ำมันจำนวนมากจากเส้นทางนี้ และ Reuters รายงานว่าอินเดียเองยังพึ่งพาน้ำมันดิบผ่านฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ หากยืดเยื้อเกิน 6 เดือน ประเทศเหล่านี้จะเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานสูง ค่าเงินอ่อนลง ดุลการค้ากดดัน และแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในประเทศ.
อันดับห้าคือประเทศกำลังพัฒนาจะเจอ “วิกฤตค่าครองชีพ” รอบใหม่ เพราะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะไหลไปสู่ราคาอาหาร ปุ๋ย การขนส่งสาธารณะ และค่าไฟ World Bank เคยชี้ว่าทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีผลโดยตรงต่อประเทศรายได้ต่ำและประเทศผู้นำเข้าสุทธิพลังงาน ซึ่งมีพื้นที่นโยบายการคลังจำกัดกว่า หากสงครามยืดเยื้อ รัฐบาลจำนวนมากจะถูกบังคับให้กลับมาอุดหนุนพลังงานหรืออาหาร ทำให้ฐานะการคลังแย่ลงอีก.
อันดับหกคือตลาดการเงินจะเข้าสู่โหมดหนีความเสี่ยง นักลงทุนมักย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อเกิดสงครามยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่ง ผลที่ตามมาคือ ตลาดหุ้นผันผวน ต้นทุนกู้ยืมของประเทศเกิดใหม่สูงขึ้น ค่าเงินประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอ่อน และธนาคารกลางหลายแห่งจะตัดสินใจยากขึ้นว่าจะสู้เงินเฟ้อหรือพยุงเศรษฐกิจ. มุมนี้ IMF ก็เตือนอยู่แล้วว่าช็อกด้านพลังงานในช่วงที่เงินเฟ้อยังไม่ฝังลงเต็มที่ เสี่ยงสร้างผลกระทบ second-round effect ผ่านค่าจ้างและราคาอื่น ๆ.
อันดับเจ็ดคืออุตสาหกรรมอาวุธและแร่สำคัญจะตึงตัว Reuters รายงานว่าการสู้รบครั้งนี้กำลังกดดันสต็อกทังสเตนของสหรัฐฯ เพิ่มเติมจากสงครามอื่นที่ค้างอยู่ก่อนแล้ว ถ้าลากยาว 6 เดือนขึ้นไป ความตึงตัวจะลามไปยังโลหะสำคัญ วัตถุดิบอุตสาหกรรม และภาคเทคโนโลยีบางส่วน ทำให้ปัญหาซัพพลายเชนไม่ได้อยู่แค่พลังงาน แต่ขยายไปยังการผลิตขั้นสูงด้วย.
ในทางการเมืองระหว่างประเทศ โลกจะยิ่งแบ่งขั้วมากขึ้น จีนออกมาเตือนแล้วว่าความขัดแย้งมีความเสี่ยงกลายเป็น “วงจรอันตราย” และจะกระทบเศรษฐกิจโลก ขณะที่ประเทศต่าง ๆ จะถูกบีบให้เลือกข้างมากขึ้น ทั้งด้านความมั่นคง พลังงาน ระบบชำระเงิน และเส้นทางขนส่ง ผลระยะยาวอาจไม่ใช่แค่สงครามหนึ่งครั้ง แต่เป็นการเร่งให้โลกแบ่งเป็นบล็อกทางภูมิรัฐศาสตร์ชัดขึ้น.
ถ้ายืดเยื้อเกิน 6 เดือน โลกมีโอกาสเจอ 5 อย่างพร้อมกัน
- น้ำมันและก๊าซแพงต่อเนื่อง
- เงินเฟ้อกลับมา
- การค้าและขนส่งแพงขึ้น
- เศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้าพลังงานชะลอ
- ตลาดการเงินผันผวนและความเสี่ยงถดถอยเพิ่มขึ้น
กรณีเลวร้ายที่สุด คือฮอร์มุซถูกปิดหรือกึ่งปิดเป็นเวลานาน, โครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวถูกโจมตีซ้ำ, และมีการขยายวงไปสู่ตัวแทนหรือประเทศอื่นในภูมิภาค แบบนั้นผลกระทบจะใกล้เคียง “energy shock” ระดับโลกมากกว่าวิกฤตภูมิภาคธรรมดา. แต่ถ้ายังเปิดทางเดินเรือได้บางส่วนและผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มกำลังผลิตทัน ความเสียหายจะยังหนักแต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตพลังงานเต็มรูปแบบ.