X

เงินบาทดิจิทัลสำคัญอย่างไร ทำไมประเทศไทยต้องมี?

CBDC ย่อมาจาก Central Bank Digital Currency หรือ เงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง เปรียบเสมือนเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

CBDC มีคุณสมบัติคล้ายกับเงินบาททั่วไป คือ สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ รักษามูลค่า และเป็นหน่วยวัดทางบัญชี แต่ต่างตรงที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ผู้ใช้สามารถเก็บ CBDC ไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลบนโทรศัพท์มือถือ โอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน หรือใช้จ่ายผ่านระบบ NFC

เงินบาทดิจิทัล หรือ CBDC แตกต่างจากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีอื่นๆ และเงินสดอย่างไร ?
CBDC หรือ Central Bank Digital Currency คือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง สามารถใช้เป็นสื่อกลางเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ มีมูลค่าคงที่ และใช้ชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่างจากคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin, Ether ฯลฯ ที่มูลค่ามักผันผวนจากการเก็งกำไร CBDC จึงมีโอกาสถูกใช้ได้โดยประชาชนทั่วไป ไปจนถึงระดับสถาบัน

ข้อดีและข้อเสียของ CBDC
ข้อดีของ CBDC:

  • การชำระเงินที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: CBDC ช่วยให้การโอนเงินทำได้รวดเร็วทันใจ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใดๆ
  • การชำระเงินที่ปลอดภัย: CBDC ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งมีความปลอดภัยสูง ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรม
  • การเข้าถึงบริการทางการเงินที่มากขึ้น: CBDC ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคาร
  • การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ: CBDC ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
  • การควบคุมนโยบายการเงินที่มีประสิทธิภาพ: CBDC ช่วยให้ธนาคารกลางควบคุมนโยบายการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อเสียของ CBDC:

  • การสูญเสียความเป็นส่วนตัว: CBDC อาจทำให้ธนาคารกลางสามารถติดตามการใช้จ่ายของประชาชนได้
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์: CBDC อาจถูกโจมตีทางไซเบอร์ได้
  • ผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์: CBDC อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์สูญเสียลูกค้า
  • ต้นทุนในการพัฒนาและดำเนินการ: CBDC มีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและดำเนินการที่สูง
  • ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อบังคับ: CBDC อาจขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับที่มีอยู่

ผลกระทบของ CBDC ต่อภาคส่วนต่างๆ ดังนี้
การเงินประชาชน:

  • การชำระเงินที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: CBDC ช่วยให้การโอนเงินทำได้รวดเร็วทันใจ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใดๆ
  • การชำระเงินที่ปลอดภัย: CBDC ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งมีความปลอดภัยสูง ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรม ลดปัญหาด้านการเปิดบัญชีม้า บัญชีปลอม สามารถตรวจสอบได้ง่าย
  • การเข้าถึงบริการทางการเงินที่มากขึ้น: CBDC ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคาร
  • การส่งเสริมการออม: CBDC อาจช่วยส่งเสริมการออม เนื่องจากประชาชนสามารถติดตามการใช้จ่ายของตัวเองได้ง่ายขึ้น

การเงินธุรกิจ:

  • การชำระเงินที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: CBDC ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับชำระเงินได้รวดเร็วทันใจ ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน
  • การเข้าถึงตลาดใหม่: CBDC ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิม
  • การเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน: CBDC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน โดยช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามสินค้าคงคลังและการจัดส่งได้อย่างเรียลไทม์

การเงินรัฐบาล:

  • การจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ: CBDC ช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลดการเลี่ยงภาษี
  • การลดการใช้เงินสด: CBDC ช่วยลดการใช้เงินสด ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการพิมพ์และจัดการเงินสด
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจ: CBDC ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยช่วยให้รัฐบาลสามารถกระจายเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และช่วยเหลือคนได้ถูกต้องตามเป้าหมายตามที่วางแผนไว้

ปัจจุบัน CBDC หรือ Central Bank Digital Currency อยู่ระหว่างศึกษาและทดสอบ CBDC อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศชาติ ข้อดีของมันก็คือการกระจายเงินได้ดียิ่งขึ้น สมมติรัฐบาลมีเงินมาช่วยแก่ประชาชนก็จะสามารถทำได้ง่ายขึ้นแล้วตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกควบคุมโดยรัฐบาล ซึ่งค่อนข้างอันตราย แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าในที่สุดแล้วมันก็คือการอัพเดทระบบ แต่ CBDC จะเป็นการอัพเดทระบบที่ให้ประโยชน์ มันก็เหมือนดาบสองคม มันสามารถสร้างความโปร่งใส สร้างประสิทธิภาพที่มันสูงขึ้น และมันก็จะเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมประชาชนได้ง่าย เช่นกัน ซึ่งกระแสสังคมก็กลับตีกลับว่า CBDC จะเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการควบคุมข้อมูลของประชาชน และสอดส่องประชาชนได้ง่ายมากขึ้น เก็บภาษีได้มากขึ้น ผู้เขียนมองว่าการตรวจสอบ หรือเสียภาษีให้เท่าเทียมเป็นสิ่งที่ทุกประเทศควรเร่งส่งเสริมต้องทำ “หารายได้มากจ่ายมาก หารายได้มาได้น้อยจ่ายน้อย” ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องเก็บภาษี ให้มันเท่าเทียมมากกว่านี้ และดัชนีความลับทางการเงิน (Financial Secrecy Index) จัดทำโดย Tax Justice Network ในปี 2564 พบว่าไทยติดอันดับ 23 จาก 112 ประเทศ ที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินอีกด้วย ทั้งนี้ CBDC ก็จะเป็นเครื่องมืออย่างนึงที่จะช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้น

อ้างอิง
ธนาคารแห่งประเทศไทย
https://www.bot.or.th/th/financial-innovation/digital-finance/central-bank-digital-currency/benefitofCBDC/bangkhunphromproject.html#accordion-05ce7a211a-item-f86805c349
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย :
https://www.efinancethai.com/Fintech/FintechMain.aspx?release=y&name=ft_202206091407

อ.ศรัณย์ วงษ์หิรัญ: