amp-web-push-widget button.amp-subscribe { display: inline-flex; align-items: center; border-radius: 5px; border: 0; box-sizing: border-box; margin: 0; padding: 10px 15px; cursor: pointer; outline: none; font-size: 15px; font-weight: 500; background: #4A90E2; margin-top: 7px; color: white; box-shadow: 0 1px 1px 0 rgba(0, 0, 0, 0.5); -webkit-tap-highlight-color: rgba(0, 0, 0, 0); } .amp-logo amp-img{width:190px} .amp-menu input{display:none;}.amp-menu li.menu-item-has-children ul{display:none;}.amp-menu li{position:relative;display:block;}.amp-menu > li a{display:block;} /* Inline styles */ div.acss138d7{clear:both;}div.acss0a9df{--relposth-columns:4;--relposth-columns_m:4;--relposth-columns_t:4;}div.acsse4ec2{aspect-ratio:1/1;background:transparent no-repeat scroll 0% 0%;height:0px;max-width:0px;}div.acsse9cba{color:#333333;font-family:Arial;font-size:20px;height:75px;}img.acss139cf{background-color:#0866FF;}img.acss5fb42{background-color:#1D9BF0;}img.acss43e08{background-color:#888990;}img.acssc3627{background-color:#00C300;}img.acssc8f88{background-color:#0166ff;}

ลิขสิทธิ์ในยุค AI: รูปภาพและข้อความที่เจนจาก AI ใครคือเจ้าของที่แท้จริง?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) อย่าง ChatGPT, Midjourney หรือ Bing Image Creator ได้เข้ามาดิสรัปต์วงการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างสิ้นเชิง เพียงแค่เราป้อนคำสั่งหรือ “Prompt” ไม่กี่ประโยค ระบบก็สามารถเนรมิตบทความชั้นยอด รูปภาพประกอบสุดอลังการ หรือแม้แต่โค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์เสร็จสรรพภายในเวลาไม่กี่วินาที

แต่ท่ามกลางความสะดวกสบายและความตื่นตาตื่นใจนี้ สิ่งที่ตามมาคือข้อถกเถียงทางกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 21: “รูปภาพ บทความ หรือผลงานที่สร้าง (Generate) โดย AI ใครกันแน่คือเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริง? ตัวเราผู้ป้อนคำสั่ง? ค่ายผู้พัฒนา AI? หรือว่า… งานชิ้นนั้นจะไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย?”

วันนี้เราจะมาหาคำตอบผ่านมุมมองทางกฎหมายลิขสิทธิ์ในปัจจุบันกันครับ

เจาะหลักกฎหมาย: ลิขสิทธิ์มีไว้คุ้มครอง “มนุษย์” เท่านั้น

หากเราหันกลับไปดูรากฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyright Law) ทั้งของประเทศไทยและในระดับสากล (เช่น สำนักงานลิขสิทธิ์แห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USCO) สิ่งที่กำหนดไว้ชัดเจนและตรงกันคือ “ผลงานอันมีลิขสิทธิ์จะต้องเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยมนุษย์เท่านั้น” (Human Authorship)

คำว่าสร้างสรรค์โดยมนุษย์ หมายความว่าต้องมีการใช้สติปัญญา ความวิริยะอุตสาหะ และการตัดสินใจในเชิงสร้างสรรค์ของบุคคล ดังนั้น จึงสามารถสรุปคำถามยอดฮิตในปัจจุบันแยกออกเป็น 3 มุมมองหลัก ๆ ได้ดังนี้:

1. ตัว AI เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ไหม?

คำตอบคือ “ไม่ได้” เนื่องจาก AI (ไม่ว่าจะเป็นโมเดลภาษาหรือระบบเจนภาพ) มีสถานะทางกฎหมายเป็นเพียง “เครื่องมือ” หรือ “ซอฟต์แวร์” เท่านั้น ไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จึงไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาใด ๆ

2. เราที่เป็นคนพิมพ์ Prompt เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไหม?

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าเราเป็นคนสั่งให้มันทำ เราต้องเป็นเจ้าของสิทธิ์สิ! แต่ในทางกฎหมายปัจจุบัน “ผู้พิมพ์คำสั่ง (Prompt) ยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานที่ AI เจนออกมา”

ศาลและสำนักงานลิขสิทธิ์หลายประเทศอธิบายว่า การพิมพ์ข้อความบอกว่า “ขอรูปเสือสวมชุดสูทสไตล์ไซเบอร์พังก์” เป็นเพียงการบอก “ไอเดีย” หรือส่งแนวคิดลอย ๆ ไปให้ระบบ แต่ตัวระบบ AI ต่างหากที่เป็นผู้กำหนดและวาดเส้น แสง เงา หรือเรียงร้อยถ้อยคำขึ้นมาเอง ซึ่งมนุษย์ไม่ได้ควบคุมผลลัพธ์ในแต่ละจุดได้อย่างแท้จริง (เหมือนเราจ้างศิลปินวาดภาพ ศิลปินคือเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ ไม่ใช่เราที่เป็นคนจ้าง)

3. แล้วค่ายผู้พัฒนา AI (เช่น OpenAI, Midjourney) เป็นเจ้าของไหม?

ค่ายผู้พัฒนาส่วนใหญ่จะระบุไว้ใน ข้อตกลงการใช้งาน (Terms of Service) ว่า พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในชิ้นงานที่ผู้ใช้เจนออกไป และอนุญาตให้ผู้ใช้นำภาพหรือข้อความนั้นไปใช้ประโยชน์หรือใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่สมัคร) แต่คำว่า “นำไปใช้ได้” ไม่ได้แปลว่าเราได้ “สิทธิ์ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์”

🚨 ข้อสรุปที่น่าตกใจ: ผลงานที่ป้อนคำสั่งและกด Generate ออกมาจาก AI ดิบ ๆ โดยไม่มีการดัดแปลงเพิ่มเติม ในทางกฎหมายจะถือว่าเป็น “งานสาธารณะ” (Public Domain) ซึ่งแปลว่า ใครก็สามารถก๊อปปี้ภาพหรือข้อความนั้นของเราไปใช้ต่อได้ โดยที่เราไม่สามารถฟ้องร้องฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้นั่นเอง!

ข้อยกเว้น: ทำอย่างไรให้งานที่มี AI ช่วย… กลายเป็น “ลิขสิทธิ์ของเรา”?

แม้ว่างานที่ AI เจนออกมาดั้งเดิมจะไม่มีลิขสิทธิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรไม่ได้เลยครับ กฎหมายยังเปิดช่องให้หากมนุษย์มี “การดัดแปลงและสร้างสรรค์เพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ” (Significant Human Input)

หากต้องการให้งานชิ้นนั้นได้รับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง คุณสามารถทำได้ด้วยเทคนิคเหล่านี้:

  • แต่งเติมเชิงกราฟิก: นำภาพที่ได้จาก AI มาตัดต่อ จัดองค์ประกอบใหม่ เพนต์ทับ ปรับแก้รายละเอียด โทนแสง หรือผสมผสานกับงานภาพวาดมือของเราเอง จนเกิดเป็นผลงานชิ้นใหม่

  • เรียบเรียงและปรับปรุงข้อความ: หากใช้ AI ช่วยเขียนบทความ การนำเนื้อหานั้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง รีไรต์ (Rewrite) ใหม่ด้วยสำนวนของตัวเอง ใส่ความคิดเห็นส่วนตัว และเรียบเรียงโครงสร้างใหม่ จะทำให้งานชิ้นนั้นกลายเป็นลิขสิทธิ์ของเราทันที

  • การจัดทำชุดผลงาน (Compilation): การนำภาพหลาย ๆ ภาพที่เจนจาก AI มาร้อยเรียง จัดหน้า ทำรูปเล่มประกอบเข้าด้วยกันจนเป็นหนังสือภาพ หนังสือนิทาน หรือนิยายภาพ ตัว “รูปเล่มและการจัดวาง” นั้นจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ทันทีในฐานะงานแพร่เสียงแพร่ภาพหรือการรวบรวม

สรุปส่งท้าย: เทคโนโลยีเปลี่ยน กฎหมายต้องปรับ

โลกของปัญญาประดิษฐ์กำลังหมุนไปเร็วกว่าตัวบทกฎหมายอย่างมาก ในอนาคตเราอาจได้เห็นการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาลิขสิทธิ์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับนวัตกรรม แต่สำหรับในปัจจุบันนี้ จำไว้เสมอว่า:

“AI เจน = ไม่มีลิขสิทธิ์ (เป็นของสาธารณะ) | AI เจน + มนุษย์ลงมือดัดแปลงสร้างสรรค์ต่อ = ลิขสิทธิ์เป็นของเรา”

ดังนั้น ในงานวิจัย งานวิชาการ หรือการทำงานเชิงพาณิชย์ การใช้ AI เป็นเพียง “จุดเริ่มต้นในการจุดประกายไอเดีย” แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดด้วยสมองและสองมือของเราเอง คือแนวทางที่ยอดเยี่ยม ปลอดภัย และสร้างมูลค่าอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณได้อย่างแท้จริง

ผศ.พิทยุตม์ คงพ่วง: