ในยุคปัจจุบันที่การสร้างสรรค์ผลงานสามารถทำได้ง่ายและเผยแพร่สู่สาธารณะได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ ปัญหาการลอกเลียนแบบ การนำงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแอบอ้างความเป็นเจ้าของผลงานจึงกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนบทความ ภาพถ่าย ภาพวาดรวบรวมประกอบ นิตยสารออนไลน์ เพลง หรือแม้กระทั่งซอร์สโค้ดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภท “งานอันมีลิขสิทธิ์” ทั้งสิ้น
สำหรับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ นักเขียน ศิลปิน หรือผู้ประกอบการ คำถามหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอก็คือ “ในเมื่อกฎหมายบอกว่าลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จ แล้วเรายังจำเป็นต้องเสียเวลาไปยื่นจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาอีกหรือไม่?” และหากต้องการจะยื่นเรื่องจริง ๆ จะต้องเตรียมตัวและมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบชี้แจงอย่างละเอียดเพื่อเป็นแนวทางให้แก่ผู้สร้างสรรค์ทุกท่าน
ส่วนที่ 1: ไขข้อข้องใจ “จดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์” จำเป็นไหมในเมื่อกฎหมายคุ้มครองทันที?
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของประเทศไทยและหลักสากลภายใต้อนุสัญญาเบิร์น (Bern Convention) มีหลักการสำคัญระบุไว้ชัดเจนว่า งานสร้างสรรค์ในกลุ่มวรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง งานโสตทัศนวัสดุ หรือภาพยนตร์ จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย “ทันทีที่ผู้สร้างสรรค์ได้แสดงผลงานนั้นออกมาให้ปรากฏ” โดยที่เจ้าของผลงานไม่จำเป็นต้องเดินทางไปจดทะเบียน หรือผ่านกระบวนการทางราชการใด ๆ เลย งานชิ้นนั้นก็มีลิขสิทธิ์คุ้มครองอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว
จากหลักการข้างต้น จึงทำให้หลายคนมองว่าการเดินทางไปยื่นเอกสารกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องซ้ำซ้อนและไม่มีความจำเป็น แต่ในความเป็นจริงทางปฏิบัติเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น การจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. ใช้เป็นหลักฐานทางราชการในการพิสูจน์สิทธิ์
แม้กฎหมายจะคุ้มครองทันที แต่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อเกิดการฟ้องร้องหรือโต้แย้งสิทธิ์คือ “การพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้สร้างสรรค์งานชิ้นนั้นขึ้นมาก่อน” หากคุณไม่ได้จดแจ้งไว้ คุณจะต้องควานหาหลักฐานดั้งเดิม เช่น วันเวลาที่บันทึกไฟล์ ดราฟต์แรกของการทำงาน หรืออีเมลที่เคยส่งคุยกัน ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ในบางกรณีอาจถูกทำลาย ถูกดัดแปลง หรือน้ำหนักไม่เพียงพอในชั้นศาล
แต่หากคุณมี “หนังสือรับรองการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์” จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เอกสารฉบับนี้จะเป็นเอกสารทางราชการที่ระบุชื่อคุณ วันเวลา และลักษณะงานไว้อย่างชัดเจน ซึ่งศาลจะรับฟังเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่มีน้ำหนักมาก ช่วยลดภาระและเวลาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณได้อย่างมหาศาล
2. เพิ่มความน่าเชื่อถือในการเจรจาธุรกิจและการพาณิชย์
หากคุณต้องการนำผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดในเชิงธุรกิจ เช่น การขายลิขสิทธิ์ภาพวาดให้บริษัทเสื้อผ้า การอนุญาตให้สำนักพิมพ์นำนิยายไปจัดพิมพ์ หรือการเสนอขายซอฟต์แวร์ให้แก่นักลงทุน คู่ค้าทางธุรกิจย่อมต้องการความมั่นใจว่าคุณเป็นเจ้าของสิทธิ์ที่แท้จริง ไม่ได้ไปลอกเลียนงานของใครมา การมีหนังสือรับรองการจดแจ้งลิขสิทธิ์ไปแสดงร่วมด้วย จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการทำสัญญาซื้อขายหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (Licensing) ได้เป็นอย่างดี
3. เป็นเครื่องมือป้องปรามผู้ที่จะละเมิดสิทธิ์
การระบุข้อความกำกับไว้ใต้ผลงานหรือในเว็บไซต์ว่า “ผลงานชิ้นนี้ได้แจ้งข้อมูลลิหสิทธิ์ไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เลขที่จดแจ้ง…” จะสร้างแรงกดดันและจิตวิทยาป้องปรามกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมชอบคัดลอกงานได้ดีกว่าการใส่เครื่องหมายลิขสิทธิ์ธรรมดา เพราะสัญญะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเจ้าของผลงานระบบนี้มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นทางการ และพร้อมที่จะดำเนินคดีทางกฎหมายทันทีหากถูกละเมิด
ส่วนที่ 2: ขั้นตอนและกระบวนการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
การยื่นจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในปัจจุบันไม่ได้มีความยุ่งยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูงอย่างที่หลายคนกังวล อีกทั้งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้พัฒนาบริการในรูปแบบออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนแล้ว โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานหลักดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: การตรวจสอบประเภทของงาน
ผู้สร้างสรรค์ต้องตรวจสอบก่อนว่างานของตนเองเข้าข่ายงานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 9 ประเภทหลักหรือไม่ ซึ่งได้แก่
-
งานวรรณกรรม (หนังสือ บทความ บทละคร โปรแกรมคอมพิวเตอร์)
-
งานนาฏกรรม (ท่ารำ ท่าเต้น ที่มีการบันทึกไว้)
-
งานศิลปกรรม (ภาพวาด ภาพถ่าย ประติมากรรม สถาปัตยกรรม)
-
งานดนตรีกรรม (เนื้อร้อง ทำนอง โน้ตเพลง)
-
งานสิ่งบันทึกเสียง (ไฟล์เสียงเพลง แผ่นซีดี)
-
งานโสตทัศนวัสดุ (วีซีดี หรือสื่อที่มีทั้งภาพและเสียง)
-
งานภาพยนตร์
-
งานแพร่เสียงแพร่ภาพ (รายการวิทยุหรือโทรทัศน์)
-
งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
ขั้นตอนที่ 2: การเตรียมเอกสารหลักฐาน
เมื่อทราบประเภทงานแล้ว สิ่งสำคัญถัดมาคือการเตรียมเอกสาร ซึ่งประกอบด้วย
-
แบบฟอร์มคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ (ลข. 01): สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของกรม หรือกรอกผ่านระบบออนไลน์
-
หลักฐานแสดงตัวตน: สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้สร้างสรรค์และเจ้าของลิขสิทธิ์ (ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา) หรือหนังสือรับรองนิติบุคคล (ในกรณีทำในนามบริษัท)
-
หลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของสิทธิ์ (ถ้ามี): เช่น สัญญาจ้างงาน สัญญาซื้อขาย หรือหนังสือยินยอม ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นลูกจ้างหรือสร้างงานตามคำสั่งจ้างของผู้อื่น
-
สำเนาผลงานสร้างสรรค์: ตัวอย่างงานที่ต้องการจดแจ้ง เช่น ไฟล์รูปภาพ บทความที่พิมพ์สมบูรณ์ แผ่นซีดีเพลง หรือซอร์สโค้ดโปรแกรม เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและจัดเก็บในระบบฐานข้อมูล
ขั้นตอนที่ 3: ช่องทางการยื่นคำขอ
ในปัจจุบันผู้ยื่นคำขอสามารถเลือกช่องทางที่สะดวกได้ 2 ช่องทางหลัก คือ
-
ช่องทางออนไลน์ (e-Service): ยื่นคำขอผ่านระบบอนุญาต/จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยการลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้งาน อัปโหลดเอกสารหลักฐานและไฟล์ผลงานเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นช่องทางที่รวดเร็วและได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
-
ช่องทางออนไซต์: ยื่นเอกสารด้วยตนเองได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ (สนามบินน้ำ) หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ขั้นตอนที่ 4: การตรวจสอบและออกหนังสือรับรอง
หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับคำขอและเอกสารครบถ้วนแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและการพิจารณาเนื้อหาของงานเบื้องต้นว่าไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หากทุกอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะทำการบันทึกข้อมูลชิ้นงานนั้นลงในฐานข้อมูลระบบ และออก “หนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์” ให้แก่ผู้ยื่นคำขอ โดยกระบวนการทั้งหมดมักจะใช้เวลาประมาณ 30 ถึง 45 วันทำการ (ขึ้นอยู่กับปริมาณคำขอและช่องทางการยื่น)
ส่วนที่ 3: ข้อจำกัดทางกฎหมายที่เจ้าของผลงานต้องตระหนัก
แม้การจดแจ้งลิขสิทธิ์จะมีประโยชน์อย่างมากตามที่กล่าวไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้สร้างสรรค์และนักวิจัยต้องเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในอนาคต คือ “การจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ไม่ใช่การอนุมัติสิทธิ์โดยรัฐเหมือนการจดสิทธิบัตร”
หนังสือรับรองที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้ เป็นเพียงการ “รับแจ้ง” ว่ามีบุคคลมาแจ้งข้อความว่าตนเองเป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้ ณ วันเวลานี้เท่านั้น กรมไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกว่าผู้ยื่นคำขอแอบไปลอกงานของคนอื่นมาสวมสิทธิ์จริงหรือไม่
ดังนั้น หากในอนาคตมีบุคคลอื่นสามารถนำหลักฐานที่แน่นหนากว่า (เช่น ดราฟต์งานที่มีการบันทึกเวลาไว้ก่อนหน้าวันที่คุณไปจดแจ้ง) มาพิสูจน์ในชั้นศาลได้ว่าเขาคืองานต้นฉบับตัวจริง หนังสือรับรองการจดแจ้งของคุณก็อาจจะถูกเพิกถอน และคุณก็อาจตกเป็นจำเลยในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ได้เช่นกัน การรักษาร่องรอยการทำงานและการจัดเก็บหลักฐานขั้นตอนการสร้างสรรค์ของตนเองไว้จึงยังเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้
บทสรุป
คำตอบของคำถามที่ว่าการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์จำเป็นไหม จึงขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และการนำผลงานไปใช้งาน หากผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนั้นเป็นงานชิ้นสำคัญ มีมูลค่าทางจิตใจ มีโอกาสที่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกคัดลอกลอกเลียนแบบได้ง่าย การสละเวลาอันน้อยนิดเพื่อเตรียมเอกสารและยื่นคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและเป็นเกราะคุ้มกันความเสี่ยงที่ดีที่สุด
เพราะการป้องกันและเตรียมความพร้อมทางด้านเอกสารหลักฐานตั้งแต่วันนี้ ย่อมปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการต้องไปเผชิญหน้ากับการฟ้องร้องและข้อพิพาทอันยาวนานในชั้นศาลโดยไม่มีหลักฐานราชการใด ๆ ในมือเลยอย่างแน่นอน